fbpx

อย่ายัดเยียดการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)

อย่ายัดเยียดการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)

อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)
อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)

เข้าใจว่าทุกวันนี้การศึกษาคืออนาคต คือความหวังที่จะช่วยพลิกโอกาสให้ลูกคุณ หลายๆครอบครัวจึงทุ่มเททุกสิ่งที่มีทั้ง เงิน และเวลา แลกกับการให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ คอสติวสอนพิเศษต่างๆมากมาย จนลืมไปว่าควรพัฒนาทักษะด้านอื่นควบคู่กันไปด้วย

เมื่อลูกอายุได้ 2 ขวบ

เราส่งลูกเข้าเนอสเซอรี่ หมดค่าใช้จ่ายไปปีละ 8 หมื่น เพียงแค่คิดว่า กลัวจะพัฒนาไม่ทันเพื่อน เรียนไม่ทันเพื่อน กลายเป็นส่งลูกไป ติดหวัดที่โรงเรียน เพราะวัยนี้ภูมิต้านทานยังไม่แข็งแรงพอ ไหนจะเสี่ยงที่จะต้องเจอกับเนอสเซอรี่ที่ไม่ดี พี่เลี้ยงที่สอบแบบผิดๆอีก กลายเป็นพฤติกรรมตัวอย่างที่ซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว

อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)
อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)

อนุบาลยันประถม

เราจัดเต็ม ทั้งใน นอกหลักสูตร ต้องกวดวิชาเพื่อเตรียมสอบเข้า ป.1 และ เสริมด้วย คณิต ว่ายน้ำ ไวโอลิน อังกฤษ จีน ไทย เทควันโด้ อูคูเลเล่ ฯลฯ กลัวลูกจะเก่ง กลัวจะน้อยหน้าข้างบ้าน หารู้ไม่ว่าจิตนาการต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะนำพาให้ลูกคุณเติบโต ขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จได้ในอนาคต แต่คุณกำลังบังคับให้ เรียนโน้น ทำนี่ฝึกนั่น เป็นการปิดกั้นพัฒนาการในด้านการจินตนาการและการฝึกคิดไปโดนอัตโนมัติ เรากลัวว่าลูกจะไม่เก่ง แต่ไม่เคยถามความรู้สึกของลูกจริงๆว่าเขาฝันอยากเป็นอะไร หรือเพียงแค่เพราะ เราแค่ยัดเยียดความฝันที่ เราทำไม่สำเร็จ ความล้มเหลวที่เราทำให้พ่อแม่ผิดหวังไปไว้ที่ลูกให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จเพื่อมาชดเชยปมความล้มเหลวในอดีตของเรา

มัธยมอมเปรี้ยว

คราวนี้หนักเลยเพื่อที่จะสอบได้คะแนนดีๆ เพื่อเข้ามหาลัยดีๆได้ เรียนพิเศษทุกเย็นหลังเลิกเรียน เสาร์ อาทิตย์จัดเต็มวัน ปิดเทอมไม่มีพัก ส่งลูกเรียนซัมเมอร์ยุโรป ออสเตรลีย บางทีลูกไม่อยากไปแต่พ่อแม่นี่แหละอยากให้ไป บางบ้านหมดเงินปีละ 6-7 แสน เพียงเพื่อให้ลูกได้เรียนในสิ่งที่คิดว่าดี ( แต่ไม่รู้ดีจริงๆไหม) ยังไม่ทันเข้ามหาลัยกดไปเป็น สิบล้าน

อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)
อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)

วัยทำงานคือโลกแห่งความเป็นจริง

พอลูกเรียนจบก็คาดหวังว่า ลูกฉันเลี้ยงมาอย่างพิเศษใส่ไข่ เพิ่มข้าว ดังนั้นจะจ้างลูกฉันมันต้องแพงกว่าสิ นี่ส่งเรียนไปสิบกว่าล้านนะ “ปัญหาคือ คุณค่าของใบปริญญาพ่อแม่ กับ นายจ้าง มองไม่เท่ากัน” พ่อแม่ชาวไทยตีค่าใบปริญญาลูกรักสูงมาก เพราะเราอยู่ในกระบวนการจ่ายเงินจริง มาอย่างยากลำบาก ยาวนาน 20 ปี นายจ้าง กลับตีค่าไม่สูงเท่า นายจ้างกลับมีคำถามใหญ่ 3 คำถาม คือ

1.ลูกคุณทำอะไรเป็นบ้าง

2.ลูกคุณเคยทำอะไรสำเร็จมาบ้าง

3.ลูกคุณจะมาสร้างความสำเร็จอะไรให้ที่นี่

อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)
อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)

อย่าลืมว่ายุคนี้คือยุคที่เปิดกว้าง

– คนอินเดีย ปากี พร้อมจะบินมาทำงานที่กรุงเทพ เขียนโค้ดเขียนโปรแกรมเก่งยังกับคลอดออกมาจากคอมพิวเตอร์ แถมขยันขันแข็งยังกับหุ่นยนต์

– คนฟิลิปปินส์ อินโด มาเลย์ พร้อมจะบินมาทำงานที่กรุงเทพพวกเขาเก่งภาษาอังกฤษ ลอจิกดี คุมงาน เป็นหัวหน้าโปรเจคต์ พรีเซนต์ดี ไม่แพ้ฝรั่ง

– คนจีน ไม่ต้องพูดถึง ความขยันอ่านขยันขายของ ขยันพบลูกค้า ใจสู้ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ โดนด่าไม่ยุบ พวกนี้คือยอดเซลล์แมน

แต่กับคนไทย ปริญญามหาลัยมันเริ่มจะเบลอๆ ไม่ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนรุ่นพ่อแม่แน่นอนว่าย่อมมีบางคน ได้ไปต่อเจริญรุ่งเรืองโกอินเตอร์ แต่ก็มีจำนวนมากที่แป้กตั้งแต่อายุยังน้อยความเห็นส่วนตัวถ้าพ่อแม่ชาวไทย ( ส่วนหนึ่ง ) ที่ลงทุนกับการศึกษาลูกด้วยเงินจำนวนมากๆ ลองปรับแนวคิดสักเล็กน้อย ลองประหยัดเงินบางส่วน แล้วนำเงินก้อนเดียวกันนี้ เริ่มทำธุรกิจให้ลูก ในช่วงปิดเทอมให้ลูกได้ใช้ความพยายามลองผิดลองถูก ริเริ่ม สร้างสรร เป็นผู้ประกอบการ ในยุคสมัยที่อาชีพการงานไม่เป็นใจในอีก 10-15 ปีข้างหน้าลองเผื่อเวลาจากการศึกษาที่จัดเต็ม ( เกินไป ) ให้เขาได้ลองเรียนรู้ ริเริ่ม ลองเขียนหนังสือ ลองเขียนโปรแกรมสร้างแอพ ลอง design ลองรับงานแปล ลองขายของ ลองลงทุน ฯลฯ

อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)
อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)

จนท้ายที่สุดลองหาเงินด้วยตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะเข้าเรียนมหาลัยถ้าเขาสามารถส่งตัวเองเรียนได้ หรือ มีรายได้มาแบ่งเบาภาระเรื่องค่าการศึกษาได้บ้าง อันนี้จะช่วยพัฒนาเขาได้ ไม่แพ้การศึกษาในระบบที่แสนแพง พ่อแม่ได้ภูมิใจ ลูกได้ฝึกภูมิต้านทาน และ ความแกร่งเพราะเงินเพียงอย่ างเดียวไม่สามารถซื้อสมองให้ลูกคุณได้ ซึ่งหมายถึง สมองจริงๆ ไม่ใช่คะแนนสอบที่สูงลิ่ว แต่คิดอะไรเองไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรเองไม่เป็น อันนั้นไม่ได้เรียกว่าฉลาด แต่เรียกว่าท่องจำเก่งแล้วนำไปทำข้อสอบได้ มันคงจะดีกว่านี้สำหรับลูกคุณถ้าทั้งเก่งในข้อสอบและเก่งในทักษะชีวิตจริง

อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)
อย่ายัดเยียนการศึกษาให้ลูก (อยากให้พ่อแม่ได้อ่าน)

ขอขอบคุณข้อมูล นิ้วโป้ง Fundamental VI

deedayfashion

จำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นสำเร็จรูปปลีก-ส่ง ขายส่งเสื้อผ้าแฟชั่นทุกชนิด เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี เสื้อผ้าแฟชั่นประตูน้ำ แพลตทินั้ม โบเบ้ สินค้าแฟชั่นอัพเดททุกวัน สินค้ามีให้เลือกมากมายอาทิเช่น เสื้อผ้าแฟชั่น กระโปรงแฟชั่น กางเกงแฟชั่น รวมถึงแฟชั่นคนทำงานก็มีให้ท่านเลือกอย่างจุใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.